คุณคิดยังไง กับคำพูดที่ว่า “หมดยุคปริญญาแปะฝาบ้านแล้ว” หรือ คนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่คนเรียนเก่งเสมอไป

เพื่อนๆ คิดอย่างไร กับข้อความนี้ “หมดยุคปริญญาแปะฝาบ้าน” วันนี้มีบทความที่ให้ข้อคิดดีๆ และมีประโยชน์นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ เกี่ยวกับข้อความดังกล่าวมาให้ได้อ่านได้คิดกัน

เคยมีคนตั้งกระทู้พันทิปว่า “ทำไมคนเรียนเก่ง…ถึงไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต”

ขอตอบตรงนี้ก่อนนะคะว่า “ไม่ทุกคนหรอก”

คนเรียนเก่งที่ได้ดี ดีมากๆ มีเยอะแยะ ไม่รู้ว่าไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหนกัน หรือแค่ เห็นพูดๆ ก็นำมาคิดว่าจริง

ความเก่งมีหลายขั้นหลายแบบ ไม่มีคนไหนที่เก่งไปทุกๆอย่าง ถ้าเจอคนที่เรียนเก่งๆ มาทำ ง า น ด้วยก็อย่าไปอคติเลย เขาก็คนเหมือนเราๆท่านๆนั่นละ ทำ ง า น เป็นทีมยังไงก็ได้ผลมากกว่าต่างคนต่างทำ

“จบสูง” มาแค่ไหน ไม่ใช่ประเด็น “ทำ ง า น ” ให้เป็น คือประเด็นที่สำคัญ

ทุกวันนี้จะว่าไป “การศึกษาบ้านเราเหมือนกับเป็นเรื่องของคนที่เรียนเพียงคนเดียว” ถึงเรียนดีหรือเรียนแย่ก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองทั้งหมดทั้งสิ้น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พี่น้อง ช่วยอะไรเราไม่ได้อยุ่แล้ว สถาบันการศึกษาบางครั้งที่เรียนจบมาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสาย ง า น ที่เราทำ ง า น อยู่เลย ทุกสิ่งทุกอย่างได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์จิงและฝีมือในการทำ ง า น ที่เราได้ทำจิงและได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนอื่นได้

“การทำ ง า น คือการพิสูจน์คุณภาพของคนว่าคนคนนั้นมีคุณภาพแค่ไหน” คุณภาพมากแค่ไหนวัดกันอย่างไร ง่ายๆ เลย ก็แค่วัดว่า ผลของ ง า น ที่ทำสัมฤทธิ์ออกมา มันเกิดคุณค่าหรือประโยชน์แก่คนอื่นมากแค่ไหน นั่นแหละคือคุณภาพ

จะเห็นว่าตอนเรียนเราไม่วัดผลการเรียนแบบนี้เลย การเรียนเป็นอะไรที่ง่ายสอบไม่ผ่านก็ลงเรียนใหม่ แต่ถ้าทำ ง า น แล้วทำไม่ผ่าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เสียเวลา เสียเงิน เสียใจ ถูกเจ้านายด่า เพื่อนร่วม ง า น ขาดความเชื่อถือ ทั้งหมดนี้คือโลกของความจริงโลกที่แสนเจ็บปวดเมื่อทำผิดพลาดขึ้นมา

ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นโลกที่หอมหวานเมื่อเราทำ ง า น สำเร็จขึ้นมา เกิดคุณค่าต่อผู้อื่นในวงกว้าง สังเกตุดีๆ ชีวิตในช่วงกำลังเรียนคือช่วง “อยู่ในโลกของจินตนาการ” แต่ชีวิตในช่วงทำ ง า น มันคือ “โลกแห่งความจริง” คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งหลายเขาเชื่อว่า ถึงแม้เรียนจบจากช่วงชีวิตวัยเรียนแล้วเขาหาได้คิดว่าเขาต้องหยุดเรียนรู้อยู่แค่นั้นไม่ แต่กลับกลายเป็นว่าพอจบการเรียนในช่วงวัยเรียน จะต้องศึกษาแบบจริงๆ จังๆ ต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีกคือระดับมหาวิทยาลัยชีวิต ซึ่งจะต้องเรียนรู้ทุกลมหายใจ เพราะมันจะมีผล ได้-เสีย

จังหวะและโอกาสก็มีส่วนสำคัญสำหรับความสำเร็จ

เราคิดว่าในชีวิตจริง มันมีปัจจัยหลายอย่างที่กำหนดไม่ได้

จะเหมารวมว่าคนเรียนเก่งมักไม่ประสบความสำเร็จไม่ได้หรอก

คนบางประเภท ชอบโฟกัสไปที่ส่วนน้อยมากกว่าส่วนใหญ่

เพียงเพราะต้องการให้กำลังใจตัวเอง ปลอบใจตัวเองไปวันๆ

พยายามบอกตัวเองว่า แบบนั้นก็มีนะ แบบนี้ก็มีนะ ไม่ต้องเรียนเก่งก็ได้

ชีวิตฉันก็มีโอกาสประสบความสำเร็จ ใช่นะ ก็จริงนั่นแหละ…

แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า สัดส่วนคนที่ประสบความสำเร็จจากประชากรทั้งหมด

มีอยู่เท่าไร จำนวนตรงนี้มีมากหรือน้อย และถ้าตัวเองทำให้ดีทั้งเรื่องเรียน

และสามารถประสบความสำเร็จได้ด้วย จะดีกว่าไหม?

ในชีวิตคนมันไม่มีหลักสูตร ต า ย ตัวหรอก…

ก็แค่ทำในสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ดีที่สุด ก็น่าจะพอ…

“กับดักรายได้ปานกลาง”… หรือภาวะที่สังคมหนึ่งจากเดิมเคยมีรายได้จากอาชีพประเภท “ใช้แรง ง า น มาก” กระทั่งในยุคต่อมา ประชากรโดยรวมในสังคมนั้น มีการศึกษาที่ดีขึ้น พร้อมกับอัตราค่าแรงที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทว่าศักยภาพประชากรยังไม่อาจก้าวไปสู่ขั้น “สังคมนวัตกรรม” ที่ใช้ความรู้และทักษะขั้นสูง ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถ “ลดตัว” ลงไปแข่งขันกับสังคมที่อยู่ระดับล่างที่ค่าแรงถูกได้อีกต่อไป

ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าคนที่เรียนเก่งจะไม่ประสบความสำเร็จ “หมอ” เรียนเก่งมาก ก็ยังประสบความสำเร็จกันเยอะแยะ อยู่ที่เราโฟกัสอะไรในชีวิตมากกว่า บางคนเก่งจำ เก่งตำรา แต่ปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้ แต่บางคนเรียนพอผ่านไป โฟกัสที่เป้าหมายคือหาเงิน เมื่อหาเงินได้พอสมควรแก่ความพอใจ นั่นก็คือการประสบความสำเร็จในรูปแบบของเขาแล้ว

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเราจะเรียนเก่งหรือไม่ก็ตาม แต่การศึกษาก็เป็นกุญแจดอกแรกที่จะทำให้เราเข้าไปในด่าน “การใช้ชีวิตได้” ต่อจากนั้น คือเราเองเป็นคนกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง เราจะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความมีวินัย และความรับผิดชอบของเรานั่นเอง

ขอบคุณที่มา เรียบเรียงโดย ปริญญาชีวิต

Facebook Comments