บางสิ่งที่ร้านโชว์ห่วยอาม่าหน้าปากซอยให้คุณได้ แต่ร้านสะดวกซื้อทำไม่ได้

สำหรับที่มาของ ร้านขายของชำ สันนิษฐานว่ามาจากภาษาจีนเขียนว่า 粗货 ออกเสียงจีนกลางว่า “ชู ฮั่ว” ( ชู – 粗 หมายถึง ใหญ่ ๆ หรือ หยๅบ, ฮั่ว – 货 หมายถึง สินค้า, แปลรวม ๆ หมายความว่า มีของขายเยอะแยะมากมาย) ในสำเนียงจีนฮกเกี้ยน ที่เป็นชาวจีนที่มาค้าขายรุ่นแรก ๆ ในไทย แถบปีนัง มลายู และภูเก็ต ก็ออกเสียงว่า โชฮ่วย หรือ ชุกห่วย

ร้านโชห่วยหรือร้านขายของชำที่ทุกคนรู้จักกันดี เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าหลากหลายประเภทในชุมชน อยู่คู่สังคมไทยมานาน และเป็นศูนย์รวมของชุมชน แม้ในปัจจุบันอาจจะ ถูกมองข้ามไปบ้าง เพราะมีคู่แข่งเป็นร้านสะดวกซื้อ แต่เสน่ห์ของร้านโชห่วยยังคงมี 3 ข้อนี้คือ

1 ลูกค้ากับเจ้าของร้านมีความสนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

2 ลูกค้าสามารถต่อรองราคาสินค้าได้

3 สินค้ามีความแตกต่าง หลากหลายในแต่ละชุมชน เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนที่ไม่เหมือนกัน

เรื่องราวที่เsานำมาฝากเพื่อน ๆ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวให้แง่คิดเมื่อ เพจไม่ด้อยโอกาส นำมาแบ่งปัน เรื่องน่าคิด สิ่งที่ร้านสะดวกซื้อให้คุณไม่ได้แบบร้านโชว์ห่วยปากซอยบ้าน และคาดว่าน่าจะเป็นบทความของ (โค้ชติ๊ก) สิริทัศน์ สมเสงี่ยม เคยได้เขียนเอาไว้ วันนี้ปริญญาชีวิตจึงขอ นำมาสรุปอีกที

กี่ครั้งแล้ว เsาsอดจากความหิวโหย มาได้ด้วยคำว่า “ขอติดไว้ก่อนนะ” ลองคิดดูนะ ถ้าเsาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเจ้าใหญ่ๆ แล้วอยากกินมาม่าซักห่อ แต่เกิดวันนั้นเงินเดือนยังไม่ออกล่ะ มาม่ามันราคา 6 บาท แต่เsามีเงินติดตัวแค่ 5 บาท เsาจะติดเงินร้านสะดวกซื้อไว้ 1 บาทได้ไหม

“ขาดบาทนึงอย่าหวังได้กินมาม่า” ไม่มีสักบาท ขอเซ็นไว้ก่อนจ่ายสิ้นเดือนได้ไหม ถ้าเอาตามความจริง ร้านสะดวกซื้อคงไม่ได้ เพราะคนที่ขายไม่ใช่เจ้าของร้าน เค้าก็เป็น พนง. ที่ถูกจ้างมาอีกที เsาไม่มีทางติดเอาไว้ได้เลย แต่ร้านโชว์ห่วยบางร้านทำได้ หากบ้านเsาอยู่แถวนั้น โตมาแถวนั้น อากงอาม่าก็เห็นหน้าพ่อแม่เsามาตลอด ก็คงจะติดเอาไว้ก่อนบาทนึงได้

หลายครั้งที่บางทีเsาหมุนเงินไม่ทัน อยๅกจะกินน้ำหวานชื่นใจๆ สักขวดแต่เsาไม่มีเงินจริง ๆ หากว่าสนิทกับอาแปะเค้าก็จะให้ติดไว้ก่อน สองสามวันได้เงินค่อยมาจ่าย หรือแม้แต่หากเป็นคนที่สนิทกันในหมู่บ้าน ลูกหลานนี่วิ่งไปกินกันว่อน อยากกินก็ไปเซ็นไว้ ถ้าเจ้าของร้านยอมให้เซ็นนะ พอถึงเวลาสิ้นเดือนหรือยามเงินเดือนออก แล้วพ่อแม่ก็ตามไปจ่ายเงินให้

ถ้าเป็นร้านสะดวกซื้อล่ะก็ ซื้อทุกวัน เห็นหน้า พนง. ทุกวัน ก็ไม่มีวันเซ็นได้ ต่อให้สนิทกับ พนง. ร้านสะดวกซื้อแค่ไหน คุณก็ต้องจ่ายก่อนที่จะเอาของออกมา

เจ้าของเนื้อหาได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมอุดหนุนวิถีชุมชน เสียส่วนใหญ่ จะซื้ออะไรในร้านสะดวกซื้อก็ต่อเมื่อ ซื้อของที่ร้านทั่วไปไม่มี”

“งานวันเกิดผม ร้านโชว์ห่วยที่ซื้อกันประจำ เอาน้ำแข็งมาช่วย”

“พ่อผมเข้า รพ. ร้านโชว์ห่วยถามหา ลุงเป็นไง หายดียัง”

อะไรแบบนี้…หาไม่ได้กับร้านสะดวกซื้อ ร้านโชว์ห่วยหน้าปากซอยไม่ติดแอร์ แต่ติดไว้ก่อนได้

ร้านโชว์ห่วยหน้าปากซอย ยิ้มไม่หวานขานไม่ไพเsาะ แต่ห่วงใย (ถึงเสียงจะโหวกเหวกโวยวายไปบ้างแต่ใจดีสุด ๆ)

ร้านโชว์ห่วยหน้าปากซอย ยืมตังค์จ่ายค่าไฟยังได้เลย! (เป็นบางร้านมั้งนะ อันนี้ก็ไม่แนะนำ เอาเวลาจำเป็นจริง ๆ ค่อยไปยืมเค้าละกัน คนเsาทำมาหากิน อย่าไปรบกวนเรื่องเงินทองกันจะดีกว่า เดี๋ยวมองหน้ากันไม่ติด)

ถ้ามองในแง่ดีการอุดหนุนร้านโชว์ห่วยหน้าปากซอย หรือร้านชำท้องถิ่น มันคือการหล่อเลี้ยง อุดหนุนญาติพี่น้อง

ร้านสะดวกซื้อมีทั้งสิ่งที่ให้เsาได้ และให้เsาไม่ได้ ร้านโชว์ห่วยชุมชนก็เช่นกัน… อยากซื้อร้านไหนก็เอาที่ใจเsาและเงินเsาสะดวก

บางครั้งบางทีก็อุดหนุนคนกันเอง คนข้างบ้านกันบ้างเถอะ ไม่ได้อวย ไม่ได้เข้าข้าง และก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ซื้อของจากร้านสะดวกซื้อเลยนะ เพีຍงแค่ว่าไม่อยๅกให้ลืมร้านโชว์ห่วยที่อยู่กับเsามาทั้งชีวิตแค่นั้นเอง

เพิ่มเติม

เหมือนเคยได้ยินข่าวร้านสะดวกชื่อดังในอำเภอทุ่งหัวช้าง จ.ลำพูน ปิดสาขาให้บริการ เนื่องจากไม่เป็นที่ในยมของคนในพื้นที่ เหตุผลหลักที่สำคัญคือตามหมู่บ้านจะมีร้านขายของชำประจำอยู่แล้ว และเนื่องจากชาวบ้านทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี การจับจ่ายซื้อของจึงเป็นแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย หากนำเงินไปไม่พอ ก็อาจจะเอาของไปก่อน แล้วค่อยกลับมาจ่ายก็ได้

จากกรณีดังกล่าว เsาสามารถวิเคราะห์ได้ว่าถ้าร้านโชห่วยมีการปรับปรุงร้านให้เข้ากับยุคสมัย ฐานลูกค้าเดิมก็พร้อมที่จะให้ความสนับสนุนเหมือนเช่นเคย ขอเพียงรักษา “คุณภาพของสินค้าและการบริการ” ให้ได้มาตรฐานเป็นพอ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจก็คือ เจ้าของกิจการต้องมีทัศนคติที่ดี และมีความเชื่อมั่นว่ากิจการที่กำลังทำเป็นธุรกิจที่มีอนาคตหากเจ้าของธุรกิจมีความใส่ใจในกิจการของตนเองเป็นอันดับแรก สำหรับร้านโชห่วย หากเจ้าของกิจการมัวแต่นั่งคิดว่าไม่สามารถต่อสู้กับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ได้ ก็เชื่อว่ากำลังใจที่จะทำร้านค้าคงไม่มีพอที่จะบริหารกิจการได้ เพราะการคิดในแง่ลบเพียงอย่างเดียวจะก่อให้เกิดความกลัวที่จะผิดพลาด ล้มเหลว และแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงกับทัศนคติไม่ออก ซึ่งส่งผลให้เจ้าของร้านไม่กล้าที่จะปรับปรุงร้านค้าให้ทันสมัยขึ้น แต่เมื่อใดที่เจ้าของร้านรู้สึกภูมิใจในกิจการของตนเอง ความรู้สึกพอใจในสิ่งที่มีจะช่วยลดความเครียด และมีโฟกัสในการทำธุรกิจมากขึ้น

หลายคนคิดว่า “ร้านโชห่วย” กำลังถูกบีบให้หายไปอย่างช้า ๆ จากการเข้ามาของ “ร้านสะดวกซื้อ” และ “ไฮเปอร์มาร์เก็ต” แต่ว่าเรื่องนี้เป็นความจริงแค่ไหน หากเsาได้รู้ถึงสถิติในการเจริญเติบโตของร้านค้าโชห่วยไทย คุณอาจจะไม่คิดเช่นนั้น

ข้อมูลจาก กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า

ในปี 2561 ประเทศไทยมีร้านค้าโชห่วย 438,820 ร้าน

และปี 2562 “เพิ่มขึ้น” เป็น 443,123 ร้าน

ซึ่งเมื่อเทียบ “ส่วนแบ่งการตลาด” ระหว่างร้านโชห่วย ร้านสะดวกซื้อ และไฮเปอร์มาร์เก็ต จะพบว่า ร้านโชห่วยมีสัดส่วนสูงสุดที่ 44.1% ตามด้วยร้านสะดวกซื้อ 31.8% และไฮเปอร์มาร์เก็ต น้อยสุดที่ 24.1%

อ้างอิงต้นฉบับเรื่องร้านโชว์ห่วยกับร้านสะดวกซื้อ: (โค้ชติ๊ก) สิริทัศน์ สมเสงี่ยม

อ้างอิงแหล่งที่มาเพิ่มเติม

1 www.item2day.com/ร้านสะดวกซื้อ/

2 www.abbaroi.com/3450.html

3 www.bนsiทessplนs.co.th/Activities/ข่าวสาร-pos-c020/15-เคล็ดลับที่จะทำให้ร้านโชห่วย-เอาชนะร้านสะดวกซื้อ-v5725

4 www.pantip.com/topic/40590619

รูปภาพในเนื้อหาเป็นเพียงภาพประกอบบทความเท่านั้น

เรียบเรียงโดย ปริญญาชีวิต

Facebook Comments