บ้านใครมีตู้เย็นเก่ากินไฟ ลองทำแบบนี้ช่วยได้ด้วยงบ 2 บาท

ปัจจุบันตู้เย็นกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกครอบครัว บางคนใช้ตู้เย็นมา 10 กว่าปี หรือ 20 กว่าปี แน่นอนว่ามันย่อมกินไฟแน่นอนค่ะ สาเหตุเพราะแถบแม่เหล็กในขอบ ย า งเสื่อมส ภ า พ เนื่องจากใช้มานานเกินไป ถ้าเราเอาตู้เย็นเก่าไปจ้างเค้ามาซ่อมให้ก็อาจจะต้องเสียเงินประมาณ 7-8 ร้อย หรือเป็นพัน

ตู้เย็นของทุกบ้านต้องมีการเสียบปลั๊กไว้ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว แต่ทำไม? พอใช้ไปนานๆ ค่าไฟกลับสูงปรี๊ดจนน่าตกใจซะอย่างนั้น วันนี้เรามาให้พิจารณากันดู ว่าส่วนใดของตู้เย็นที่เป็นตัวทำให้ค่าไฟสูงขึ้น หลายคนไม่เคยสังเกตเลยว่า “ตู้เย็น” ของบ้านตนเองนั้นมีการ “รั่วซึม” หรือเปล่า

ตู้เย็นนั้นพอเวลานานไปก็จะมีเสื่อมส ภ า พ บางอย่างก็จะต้องเปลี่ยน อย่าลืมว่าตู้เย็นนั้นเราเสียบปลั๊กใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ค่าไฟปกติดีแต่ว่าพอมันเริ่มเก่าก็ดันเริ่มจะกินไฟ ค่าไฟสูงขึ้นมันมีสาเหตุนั่นอาจจะเป็นเพราะว่าลมในตู้เย็น ความเย็นมันไหลออกมาข้างนอก ตู้เย็นรั่ว ซึม นอกจากกินไฟแล้วยังทำให้อาหาร ของสดในตู้เย็นยังจะเสียง่ายอีกด้วย มาดูวิธีจัดการกับ ตู้เย็นเก่ากินไฟ กันเลย

วิธีการตรวจสอบทำได้ง่ายมากๆ แค่ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

ก่อนอื่น นำกระดาษ A4 มาเป็นอุปกรณ์ในการทดสอบ เปิดตู้เย็น จากนั้นเสียบกระดาษเข้าไปครึ่งหนึ่งของกระดาษเสร็จแล้วก็ปิดประตูตู้เย็น

รอสักครู่ ดึงกระดาษออกมา หาก ย า งขอบประตูยังดีอยู่ก็จะดึงออก ย า ก เพราะมันจะหนีบกระดาษแน่น แต่ถ้าหากดึงกระดาษออกมาได้อย่างง่ายดาย นั้นแสดงว่า ย า งขอบประตูเริ่มเสื่อมสะ ภ า พ แล้ว คุณควรเปลี่ยน ย า งขอบประตูตู้เย็นได้แล้วละ

อีกวิธีหนึ่งคือ ตั้งขาตู้เย็นให้ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง – พอเราตั้งตู้เย็นในลักษณะเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย (ด้านหน้าสูงกว่าด้านหลัง) ประตูตู้เย็นก็จะปิดลงมาตามแรงดึงดูดของโลก ฝาประตูตู้เย็นจะกดลงมาทำให้ปิดได้แน่นขึ้น ซึ่งวิธีนี้ก็ช่วยให้ประตูตู้เย็นปิดได้สนิทมากขึ้นด้วย

หลังจากเรามั่นใจแล้วว่าตู้เย็นของเรารั่วแน่นนอน แต่ไม่อ ย า กเสียเงินเปลี่ยน ย า งใหม่หมด วันนี้เราเลยมีคลิป วิธีการแก้ปัญหาแบบง่ายๆมาให้ชมกัน

หรืออีกวิธีคือ ให้ถอดขอบ ย า งประตูตู้เย็นออกมาล้างทำความสะอาดแล้วแช่น้ำร้อนไว้ ให้ ย า งข ย า ยตัวแล้วใส่กลับเข้าไป ก็จะช่วยให้ปิดรูรั่วได้สนิทยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องเสียตังซื้อขอบ ย า งประตูตู้เย็นใหม่

แต่การถนอมตู้เย็นใหม่ให้ใช้งานได้นานกว่าเดิมก็เป็นสิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น เราจึงควรมีเทคนิคในการใช้ดังต่อไปนี้

ตั้งไว้ในที่เหมาะสม คือ ควรห่างจากฝาผนังห้องพอสมควร เพื่อให้อากาศได้ถ่ายเทบริเวณตะแกรงระบายความร้อนได้สะดวก

อย่าตั้งตู้เย็นใกล้แหล่งความร้อน เพราะจะทำให้ตู้เย็นต้องทำงานมากกว่าปกติ อย่าเปิดประตูตู้เย็นบ่อย ๆ เพราะการเปิดแต่ละครั้งอากาศที่ร้อนกว่าที่อยู่ภายนอกตู้เย็นจะเข้าไปแทนที่อากาศที่เย็นกว่าภายในตู้เย็นทำให้เครื่องต้องทำงานมากขึ้น เพราะฉะนั้น เราควรจะเปิดและปิดอย่างเร็วที่สุด

ตรวจสอบ ย า งขอบประตูว่าแนบสนิทหรือไม่ เพราะถ้าไม่แนบสนิทอากาศที่เย็นกว่าจะไหลออกมาได้ อากาศที่ร้อนก็สามารถเข้าไปแทนที่ได้เช่นกัน ละลายน้ำแข็งสม่ำเสมอ อย่าแช่ของมากจนแน่นตู้ ทำให้การถ่ายเทอากาศภายในตู้ไม่สะดวกความเย็นไม่ทั่วถึง

อย่านำของร้อนเข้าไปแช่ในตู้เย็น เพราะจะทำให้อุณหภูมิตู้เย็นสูงมากขึ้น ตู้เย็นจึงต้องทำงานมากขึ้นเพื่อจะลดอุณหภูมิ หมั่นทำความสะอาดตะแกรงระบายความร้อนด้านหลังตู้ ไม่ให้ฝุ่นเกาะจนกลายเป็นฉนวนขวางกั้นการระบายความร้อนไปสู่อากาศ

ธรรมดาตู้เย็นก็ต้องเสียบปลั๊กทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืน พอเครื่องทำงานจนภายในมีความเย็นเท่าที่กำหนดแล้เครื่องก็จะหยุดเอง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีอะไรต้องแช่ตู้เย็นหลาย ๆ วัน ก็ควรปิดเครื่อง ถอดปลั๊ก จะได้ไม่เปลืองไฟฟ้าโดยเปล่าประโยชน์

เลือกขนาดของตู้เย็นให้เหมาะสมกับครอบครัว ควรใช้ขนาดประมาณ 2.5 ลูกบาศก์ฟุต สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 2 คน แล้วเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ลูกบาศก์ฟุต ต่อ 1 คน (ในกรณีผู้ที่ต้องการซื้อใหม่)

ขอบคุณที่มา

เรียบเรียงโดย ปริญญาชีวิต

Facebook Comments