หนุ่มถามพระ “ผมมีเมียแล้ว” แต่ตอนนี้ดันไปรักผู้หญิงอีกคนหนึ่ง

ค่ำคืนหนึ่ง ชายหนุ่มไปเข้าวิปัสนาธรรม กรรมฐานกับพระที่วัดแห่งหนึ่ง ด้วยความไม่สบายใจจึงมาถือศีล ปฏิบัติธรรม สุดท้ายแล้วเขาทำสมาธิไม่ได้เพราะเรื่องที่ร้อนรุ่มอยู่ภายในใจ จะกลับบ้านไปก็กลัวจะกังวลเรื่องเดิม จึงได้เข้าพบพระอาจารย์ท่่านหนึ่งเพื่อให้ท่านช่วยแจ้งเหตุแห่งการดับทุกข์ให้

ชายหนุ่มกล่าวกับหลวงพ่อว่า ตนเองนั้น แต่งงานร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยามากว่า 10 ปีแล้ว แต่ตอนนี้มีเรื่องร้อนใจมาก ด้วยไม่กี่เดือนมานี้ไปแอบรักผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะรักเขามาก จึงมานั่งสมาธิเพื่อหาหนทางแก้ไข หากจะให้กลับไปหาภรรยาตอนนี้ก็ทำไม่ได้

หลวงพ่อ ถามว่า แน่ใจหรือว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่ชายหนุ่มจะรักตลอดไป ในเมื่อภรรยาที่แต่งงานด้วย ก็ยังหมดรักได้ ขนาดอยู่กินกันมา 10 กว่าปี

ชายหนุ่มตอบอย่างมั่นใจว่า “แน่ใจ” เขาตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้ไปแล้ว

หลวงพ่อจึงแนะนำให้เขาหย่ากับภรรยาซะ แล้วก็ไปแต่งงานกับผู้หญิงคนใหม่เลย

เขาครุ่นคิดและบอกกับหลวงพ่อว่า เขาไม่แน่ใจตัวเอง เพราะภรรยาก็เป็นคนอบอุ่นใจดี และก็เข้าใจเขาหมดทุกอย่าง แต่ก็หยุดคิดถึงผู้หญิงอีกคนไม่ได้เลย เขาสองคนมีลูกด้วยกัน หากหย่าแล้วก็กลัวว่าจะโหดร้ายกับภรรยา และจะดูเป็นคนไร้ศีลธรรมหรือไม่

หลวงพ่อบอกว่า ในชีวิตการแต่งงานของเรา หากไร้ซึ่งความรักต่อกัน นั่นก็คือความโหดร้ายของชีวิตคู่แล้ว จะอยู่ด้วยกันต่อทำไมหากไม่ได้รักกันแล้ว การทำแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

เขาครุ่นคิดและบอกหลวงพ่อว่า แต่เขารักภรรยาของเขาหมดใจ ถ้าเขาไปแต่งงานกับคนอื่น เธอจะต้องเสียใจมากแน่ๆ ไหนจะลูกของเราอีก แล้วทำไมหลวงพ่อถึงคิดว่ามันถูกต้องล่ะ

หลวงพ่ออธิบายต่อว่า ก็เพราะชีวิตแต่งงาน หากภรรยายังมีความรักให้เขาอยู่ แต่เขาหมดสิ้นความรักต่อภรรยาแล้ว ในความเป็นจริง การมีอยู่ซึ่งกันและกันถือว่าเป็นความทุกข์ หย่าๆ กันไป ก็หมดทุกข์ คนที่ทุกข์คือคนที่จมอยู่กับความเจ็บปวด นั่นคือเขาที่หย่าขาดจากเธอไปอยู่กับคนอื่นต่างหาก

ชายหนุ่มงง จึงถามหลวงพ่อว่า เขาต่างหากที่เป็นคนหย่าจากเธอไปแต่งงานกับคนอื่น ทำไมเธอถึงจะมีความสุขล่ะ ในเมื่อเธอกำลังจะเสียเขาไป

หลวงพ่อบอกว่า เขาเข้าใจผิดแล้ว เขาก็แค่รูปธรรมการแสดงความรักแบบหนึ่งของชีวิตแต่งงาน เมื่อรูปธรรมนี้หายไปแล้ว ความรักแท้ของภรรยาเขาก็จะเปลี่ยนไปอยู่ที่รูปธรรมอันอื่น ซึ่งอาจจะเป็นลูกก็ได้

ดังนั้น ความรักแท้ในชีวิตการแต่งงานของภรรยาเขาไม่ได้หายไป หากแต่เสียคนที่ไม่ได้รักเธอไปต่างหาก ภรรยาก็เลยมีความสุข ส่วนชายหนุ่มเองนั่นแหล่ะที่จะทุกข์ทรมาน เพราะรู้สึกผิดอยู่ในใจตลอดเวลา

ชายหนุ่มเถียง บอกว่า ภรรยาเคยบอกว่าชีวิตนี้จะรักแค่เขาคนเดียว ไม่มีวันรักคนอื่นแน่ๆ

หลวงพ่อถามกลับว่าตัวเขาเองเคยพูดแบบนี้กับภรรยาบ้างไหม

เขาก็ตอบว่าเคย

จากนั้นหลวงพ่อจึงชี้ให้เห็นเทียนที่จุดส่องสว่างอยู่ในห้อง แล้วถามชายหนุ่มว่า เทียนเล่มไหนสว่างที่สุด

เขาบอกว่าแยกไม่ออกหรอก เหมือนจะสว่างเท่าๆ กัน

หลวงพ่อบอกว่าเทียนสามเล่มนี้ก็เปรียบเสมือนผู้หญิง 3 คนแหล่ะ แต่ 1 ในนั้น คือคนที่เขาบอกว่าเขารักมากที่สุด แต่เขากลับหาไม่เจอ โลกใบนี้กว้างใหญ่มโหฬาร ผู้คนก็มีมากมาย ผู้หญิงก็มีนับไม่ถ้วน แค่เทียนสามเล่ม เขายังหาเล่มที่สว่างที่สุดไม่ได้ แล้วเขาจะมั่นใจได้ยังไงว่าเธอคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่เขาจะรัก

ชายหนุ่มน้ำตาไหลเอ่อออกมาเล็กน้อย เหมือนจะคิดอะไรได้

หลวงพ่อบอกให้เขาไปหยิบเทียนมา 1 เล่ม เอามาวางไว้ตรงหน้า แล้วใช้ใจมอง จากนั้นถามชายหนุ่มอีกรอบว่า เทียนเล่มไหนสว่างที่สุด

ชายหนุ่มทำตาม และกล่าวว่า

“หลวงพ่อครับ ไมต้องบอกผมก็รู้ เล่มที่อยู่ตรงหน้าผม มันต้องสว่างที่สุดแน่ๆ”

หลวงพ่อบอกให้เขาเอาเทียนไปวางที่เดิม และถามอีกรอบว่า เทียนเล่มไหนสว่างที่สุด

เขาก็ตอบไม่ได้อีกครั้ง

หลวงพ่อบอกว่า

“ในความเป็นจริงแล้ว เทียนเล่มที่โยมหยิบมาวางตรงหน้าเมื่อกี้ก็คือหญิงคนนั้นที่โยมรัก เมื่อโยมรักเธอ ก็เหมือนเอาเทียนมาวางไว้ใกล้ๆ มันก็จะถูกดวงตาของโยมขยายใหญ่ แต่เมื่อเอากลับไปวางที่เดิม โยมก็จะรู้สึกว่ามองหาเล่มที่สว่างที่สุดไม่เจอ ความรักที่บอกว่าเป็นรักสุดท้ายจริงๆแล้วไม่มีจริงหรอกโยม มันก็เป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริง”

ชายหนุ่มถึงกับน้ำตาไหลออกมาและบอกว่า

“ผมเข้าใจแล้วครับ หลวงพ่อไม่ได้แนะให้ผมหย่า เพียงแต่กำลังชี้จุดให้ผมเข้าใจ ใช่ไหมครับ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมควรจะรักใคร เขาก็คือภรรยาของผมนั่นเอง”

หลวงพ่อพูดเพียงคำว่า “อามิตตาพุทธ อามิตตาพุทธ โยมไปเถิด” แล้วท่านก็เดินจากไป

จากนั้นชายหนุ่มก็กลับไปทำหน้าที่สามีที่ดี และพ่อที่ดีของลูก เขาเข้าใจแล้ว ว่าเขาควรให้ความสำคัญกับใคร ใครที่อยู่เคียงข้างเขามาตลอด นั่นก็คือ ภรรยาของเขานั่นเอง

ไม่ทราบที่มาต้นฉบับ

เขียนใหม่โดย ปริญญาชีวิต

Facebook Comments