หลานสาวบอกอาม่าว่า “ไม่ต้องโทรมาอีกนะ” หลังจากนั้นก็ไม่มีใครโทรมาอีกเลย

เมื่อโตขึ้น ทุกคนต่างก็มีสิ่งที่ต้องทำกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่อง ง า น หรือเรื่องส่วนตัว เด็กๆ เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มักจะละเลย “คนสำคัญ” ซึ่งบางครั้ง “เวลา” ที่เขาต้องการเรา แต่เราอาจจะไม่ว่างไปหา ไม่ว่างรับสาย ทั้งนี้ก็ด้วยภาระหน้าที่การ ง า น ต่าง ๆ หรือไม่สะดวกจะไปจะคุยในช่วงเวลานั้น แต่กลับกัน เมื่อเรารู้ว่า “เวลา” ของเขาที่จะอยู่กับเราน้อยลงทุกที เราก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะยื้อทุกอย่างเพื่อที่จะให้เราอยู่กับเขาไปนาน ๆ แต่บางที..ทุกอย่างมันอาจจะช้าเกินไป

หลายคนคงคุ้นเคยดีกับ เบอร์พ่อ เบอร์แม่ หรือปู่ ย่า ตา ยาย ..พูดถึงเบอร์นี้เชื่อว่าหลาย ๆ คนปฏิเสธที่จะรับสาย ตอนนั้นคิดว่าเขาเหล่านั้นจะโทรมาทำไมนักหนาเดี๋ยวก็ได้คุยแล้ว เป็นบ่อยเข้า ๆ โทรมาเราก็เลือกที่จะไม่รับสายแล้วโทรกลับไปหาทีหลัง

จากการราย ง า น ของ ETtoday มีหญิงสาวชาวเกาสงโพสลงเฟสบุคไว้ไม่นานมานี้ เล่าว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วตัวเองถูกย้ายจากเมืองไถหนานมาที่เมืองเกาสง ประเทศไต้หวัน ตอนนั้นเป็นช่วงปีใหม่ ก่อนหน้านั้น 1 เดือนจะยุ่งมากเกือบ 5 ทุ่มถึงได้เลิก ง า น แทบทุกวัน ตอนนั้นพอเลยสี่ทุ่มครึ่งมือถือก็จะดัง พอรับสายก็เป็นเสียงอาม่า “กลับบ้านรึยังลูก? หรือยังอยู่ที่บริษัท? จะกลับบ้านรึยัง?”

เธอบอกว่า บางครั้ง ง า น มีปัญหา ไม่สามารถออกจากบริษัทได้อารมณ์ก็เริ่มไม่ดี จึงตอบกลับอาม่าไป

“หนูยังทำ ง า น ไม่เสร็จ อาม่าไม่ต้องโทรมาแล้วนะ”

อาม่าก็จะพูดอย่างตระหนก

“ได้ ๆ ๆ อาม่าไม่โทรแล้ว หนูรีบกลับบ้านนะ”

แต่อาม่าที่รักหลานสาวแม้ว่าปากจะบอกว่าไม่โทร แต่พอวันต่อมาเธอเลิก ง า น ดึก ก็จะได้รับโทรศัพท์จากอาม่าถามว่าเลิก ง า น รึยัง

“โดยไม่รู้ตัวก็เคยชินแล้วว่าจะต้องรับโทรศัพท์อาม่าตอนสี่ทุ่มครึ่ง”

ปีที่แล้วเลยตรุษจีนไปไม่นาน อาม่าก็เสีย

“เหตุการณ์เกิดขึ้นกะทันหัน เธอไม่ทันได้บอกลาอาม่า จากนั้นก็เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ดังนั้นครึ่งปีหลังจึงไม่ต้องทำ ง า น จนกลับบ้านดึก เธอจึงค่อย ๆ ลืมความรู้สึกที่เคยรับโทรศัพท์อาม่าไป”

จนกระทั่งเมื่อคืนวันที่ 16 เธอก็ยุ่งจนอยู่บริษัทถึงดึก เธอรู้สึกแปลก ๆ ว่าทำไมมือถือเงียบจัง เปิดมือถือออกดู….ไม่มีใครโทรหาสักสาย….เธอกำลังรอ รอว่าจะมีคนโทรมามั้ย รอว่าจะมีเสียงที่คุ้นเคยโทรมามั้ย ถามเธอว่า

“กลับบ้านรึยังลูก”

เธอนึกย้อนกลับไป ตอนอาม่า ป่ ว ย หลัง ๆ ก็หลงลืม แต่ก็ยังจำเบอร์โทรของเธอกับน้องได้

“แค่พวกเขากลับบ้านดึก อาม่าก็จะโทรหาและมานั่งรอที่ห้องรับแขก ตอนนั้นเธอกลับบ้านเกือบเที่ยงคืน อาม่าก็นั่งรออยู่ที่โซฟา แถมยังหลอกเธอว่านอนไม่หลับ”

“เธอไม่ได้ตอบกลับไปอย่างหงุดหงิดทุกครั้งที่รับสายอาม่า แม้ว่าจะมีแค่ครั้งเดียวที่ตอบไปแบบนั้น แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกผิดมาโดยตลอด”

เธอเล่ากว่าก่อนอาม่าจะเสีย ยังจำได้ว่าเธอกำลังตั้ง ค ร ร ภ์ ครั้งสุดท้ายที่เธอไปเยี่ยมอาม่าที่รพ. ท่านยังบอกว่า

“รพ.มีเชื้อโรคเยอะ หนูกำลังท้องไม่ต้องมา”

สองอาทิตย์หลังจากอาม่าเสีย เธอก็คลอดลูกชาย คลาดกันไปแค่สองสัปดาห์อาม่าก็จะได้เจอเหลนแล้ว ทำให้เธอเสียใจมาก และขอให้เพื่อนช่วยตัดต่อภาพอาม่ากับลูกชายให้ เธอหวังว่าเรื่องราวของเธอจะทำให้ทุกคนได้สติ

“แม้ว่า ง า น จะสำคัญ แต่ถ้ามีเวลาก็ต้องโทรกลับไปราย ง า น ตัว มีคนรอพวกคุณกลับบ้านอยู่ จะได้ไม่ต้องมาเสียใจเหมือนเธอ”, “มีคนรอคอยเป็นความสุข ใครทำ ง า น เลิกดึก ๆ ดื่น ๆ หาเวลาโทรบอกคนที่บ้านด้วย”

แม้ว่าจะเราจะโตสักแค่ไหน ในสายตาของผู้ใหญ่ที่บ้าน ยังไงเราก็เป็นเด็กเสมอ ท่านเป็นห่วงรักและเอาใจใส่เรามากเพราะ เราคือทั้งหมดของหัวใจ พวกท่านรักเราท่านไม่เคยทอดทิ้งเราไปไหน คอยประคบประหงมดุจไข่ในหินตลอดเวลา

ถ้ายังมีพ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อยู่และยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณ หรือตั้งใจจะทำอะไรก็รีบทำเสียก่อนที่จะไม่มีโอกาสให้ดูแลท่าน อย่าคิดได้ในวันที่สายไป จะไปไหนทำอะไรให้นึกถึงคนที่รออยู่ที่บ้าน ท่านเป็นห่วงและรอเราอยู่เสมอ

ที่มา Liekr, มันต้องมี, ETtoday

เรียบเรียงโดย ปริญญาชีวิต

Facebook Comments