เปิดเรื่องราวชีวิต น้องเต้ย ป.3 อาศัยอยู่ในกระต๊อบเพียงลำพัง

หลายครั้งที่หลายครอบครัวมีปัญหา ตอนแรกๆ ก็รักกันดีแต่พอมีเรื่องการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องก็มักจะผิดใจกันได้ แล้วการมีลูกก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีเลยว่าคนสองคนจะรักกันตลอดไป

วันนี้ปริญญาชีวิตมีเรื่องเล่าสะท้อนสังคมมาเล่าให้ฟังอีกเช่นเคยค่ะ

อาจจะหดหู่หน่อย แต่อยากให้รู้ว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในสังคมเราไม่เคยเว้นแต่ละวันเลย อยู่ที่ว่าเขาจะออกมาเล่า หรือจะมีใครยื่นมือเข้าไปถามหรือเปล่าแค่นั้น

เมื่อไม่นานมานี้ บนโลกออนไลน์ได้มีการเผยแพร่เรื่องราของเด็กป.3 คนหนึ่งนามว่าน้องเต้ย ที่อาศัยอยู่ในกระต๊อบเพียงลำพังจนชิน หลังจากพ่อและแม่แยกทางกัน โดยมีครูโรงเรียนบ้านหนองสองห้อง คอยดูแลเรื่องทั่วๆ ไป

ครูประจำชั้นบอกว่า น้องเป็นเด็กดี มีผลการเรียนอยู่ในระดับกลาๆง ไม่ได้เก่งมากแต่ก็ไม่ได้แย่ นิสัยเรียบร้อย ไม่ค่อยเล่นกับใคร ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม พอมาเยี่ยมบ้านถึงได้รู้ว่าน้องลำบาก เนื่องจากบ้านที่น้องเต้ยอาศัยอยู่เป็นแค่กระต๊อบเล็กๆ หลังจากพ่อแม่แยกทางกัน พ่อก็ย้ายกลับไปอยู่บ้านเกิด แต่น้องเต้ยไม่อยากย้ายโรงเรียนจึงไม่ได้ตามพ่อไปด้วย

ส่วนทางด้านคุณแม่ ได้พาน้องสาวกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดของแม่ หลังจากที่ครูประจำชั้นมาเยี่ยมบ้านและได้ทราบว่าน้องเต้ยอยู่คนเดียว ไม่มีผู้ปกครองดูแล แต่กระต๊อบก็ไม่ได้ไกลจากบ้านผู้ใหญ่บ้านมากนัก ชาวบ้านแถวๆ นั้นก็จะคอยเข้ามาช่วยเหลือบ้างตามอัตภาพ

เอาข้าวสาร อาหารแห้งมาให้บ้าง และผู้ใหญ่บ้านก็มอบทุนการศึกษาให้ ทางผู้ใหญ่ได้ติดต่อพ่อของน้องเต้ยให้มาหาแล้ว วันที่พ่อมา น้องเต้ยก็กระโดดกอดพ่อด้วยความดีใจ แต่ก็ยังยืนยันที่จะอยู่คนเดียวที่นี่ เพราะหลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาน้องอยู่คนเดียวจนชิน และหลายครั้งที่ไม่ชอบการกระทำบางอย่างของพ่อ หรือที่เราเรียกว่าเข้ากันไม่ค่อยได้ จึงยืนกรานที่จะอยู่ที่นี่คนเดียวต่อไป โดยมีเพื่อนบ้านและครูคอยดูอยู่ห่างๆ

ก็เป็นเรื่องราวที่แปลกดี ถ้าเป็นเราก็คงไม่กล้าอยู่คนเดียว ถ้าเป็นผู้เขียนก็ไม่กล้าแหล่ะ เพราะเป็นคนกลัวผีมาก ตอนกลางคืนก็นอนคนเดียวไม่ได้ ไม่ว่าเหตุผลของน้องจะคืออะไรก็ตาม หรือหลายคนก็ถามว่าแล้วทำไมพ่อไม่อยู่กับน้อง เราก็ไม่อาจทราบเหตุผลได้

แต่น้องก็คงเข้มแข็งพอที่จะสามารถอยู่คนเดียวได้

เราเคารพการตัดสินใจของน้อง

เราไม่ตัดสินน้อง

ก็ขอให้น้อง ป ล อ ด ภั ย และโตมาเป็นเด็กดี เป็นกำลังใจให้ค่ะ

แหล่งที่มา famousnews, newsliveone

เรียบเรียงโดย parinyacheewit

Facebook Comments